ฐานความรู้เชิงวิชาการสากล

หลักวิชาการสากลว่าด้วยความเป็นวิชาชีพ

เพื่อฟื้นฟูและยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างแท้จริง หน้านี้รวบรวมหลักการที่นักสังคมวิทยาวิชาชีพ (sociology of professions) ใช้อธิบายว่าอะไรทำให้งานหนึ่งกลายเป็น "วิชาชีพ" — แนวคิดเหล่านี้เป็นจุดร่วมที่ใช้อธิบายวิชาชีพชั้นสูงทุกแขนง ไม่ใช่เฉพาะครู และเป็นมาตรวัดที่ใช้ตรวจสอบและยกระดับวิชาชีพครูได้อย่างเป็นวิชาการ

6 + 5เกณฑ์ของ Flexner และ Greenwood
8องค์ประกอบร่วมของวิชาชีพชั้นสูง
12+สภาวิชาชีพที่มีอยู่ในไทยปัจจุบัน
นิยามพื้นฐาน

"วิชาชีพ" (Profession) ต่างจาก "อาชีพ" (Occupation) อย่างไร

ในทางวิชาการ ไม่ใช่ทุกงานที่ทำเพื่อหารายได้จะถูกเรียกว่า "วิชาชีพ" สาขาสังคมวิทยาที่ศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะเรียกว่า sociology of professions ซึ่งศึกษามากว่าศตวรรษว่าอะไรทำให้บางอาชีพ เช่น แพทย์ ทนายความ วิศวกร ได้รับสถานภาพ อำนาจ และความเชื่อถือจากสังคมในระดับที่สูงกว่างานทั่วไป

อาชีพ (Occupation)

งานที่ทำเพื่อหารายได้ อาจอาศัยทักษะเฉพาะทาง แต่ไม่จำเป็นต้องมีองค์ความรู้เชิงทฤษฎีที่เป็นระบบ การฝึกฝนระยะยาว หรือองค์กรกำกับดูแลตนเองที่ชัดเจน

วิชาชีพ (Profession)

งานที่อาศัยองค์ความรู้เชิงทฤษฎีที่เป็นระบบ ต้องผ่านการศึกษาฝึกฝนเป็นเวลานาน มีจรรยาบรรณกำกับ มีองค์กรวิชาชีพควบคุมการเข้าสู่และออกจากวิชาชีพ และเน้นประโยชน์ของผู้รับบริการและสังคมเป็นที่ตั้ง มากกว่าผลกำไรส่วนตัว

วิวัฒนาการแนวคิด

นักทฤษฎีสำคัญในประวัติศาสตร์แนวคิดเรื่องวิชาชีพ

ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา นักสังคมวิทยาหลายคนได้เสนอเกณฑ์เพื่อแยกแยะ "วิชาชีพ" จากงานทั่วไป โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นพ้องและฝ่ายที่ตั้งคำถามต่อแนวคิดนี้

1915

Abraham Flexner

เสนอ 6 เกณฑ์: เป็นงานเชิงปัญญาที่มีความรับผิดชอบสูง มีฐานความรู้จากศาสตร์/วิชาการ นำไปใช้ได้จริง มีเทคนิคที่สอนถ่ายทอดได้ มีการรวมตัวเป็นองค์กร และมีแรงจูงใจเชิงเสียสละเพื่อสังคม

1957

Ernest Greenwood

สังเคราะห์วรรณกรรมเป็น 5 องค์ประกอบ: องค์ความรู้เชิงทฤษฎีที่เป็นระบบ อำนาจทางวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับ การรับรองจากสังคม จรรยาบรรณที่มีบทลงโทษ และวัฒนธรรมวิชาชีพของตนเอง

1969

Amitai Etzioni

เสนอแนวคิด "กึ่งวิชาชีพ" (semi-profession) โดยจัดให้ครู พยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์อยู่ในกลุ่มนี้ เนื่องจากมองว่ามีฐานความรู้เชิงทฤษฎีและความเป็นอิสระในการทำงานน้อยกว่าแพทย์หรือทนายความ

หลัง 1970s

Eliot Freidson / Andrew Abbott

เปลี่ยนมุมมองจากการนับ "คุณลักษณะ" มาเป็นการศึกษา "อำนาจและเขตอิทธิพล" ของวิชาชีพ — วิชาชีพคือกลุ่มที่ได้รับสิทธิควบคุมเนื้องานของตนเองจากสังคม ไม่ใช่แค่มีคุณลักษณะตามรายการ

จุดร่วมของทุกวงการ

8 องค์ประกอบร่วมของความเป็นวิชาชีพชั้นสูง

เมื่อสังเคราะห์แนวคิดของนักทฤษฎีหลายสำนักเข้าด้วยกัน จะพบองค์ประกอบที่ปรากฏซ้ำในวิชาชีพชั้นสูงเกือบทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทนายความ วิศวกร หรือครู

01

องค์ความรู้เฉพาะทางที่เป็นระบบ

มีฐานทฤษฎีและงานวิจัยรองรับ ไม่ใช่เพียงทักษะจากการลงมือทำ

02

การศึกษาฝึกฝนเป็นเวลานาน

ต้องผ่านการศึกษาระดับสูงและการฝึกปฏิบัติภาคสนามอย่างจริงจัง

03

การทดสอบและรับรองความสามารถ

มีกระบวนการประเมินก่อนได้รับสิทธิประกอบวิชาชีพ

04

องค์กรวิชาชีพกำกับดูแลตนเอง

มีสภาหรือองค์กรที่ควบคุมมาตรฐานและสมาชิกของตนเอง

05

จรรยาบรรณวิชาชีพ

มีหลักความประพฤติที่ชัดเจนพร้อมบทลงโทษเมื่อฝ่าฝืน

06

ความเป็นอิสระทางวิชาชีพ

มีดุลยพินิจในการตัดสินใจทางวิชาการตามองค์ความรู้ของตน

07

การยึดประโยชน์ผู้รับบริการเป็นหลัก

เน้นบริการสังคมมากกว่าผลกำไรส่วนตัวเป็นคุณค่าหลัก

08

การยอมรับและสถานภาพทางสังคม

สังคมให้ความเชื่อถือและสิทธิเฉพาะแก่ผู้ถือใบอนุญาต

รายการนี้สังเคราะห์จากวรรณกรรมหลายสำนัก ไม่มีวิชาชีพใดที่ต้องครบทุกข้อ 100% แต่ยิ่งมีครบมากเท่าไร ยิ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น "วิชาชีพชั้นสูง" มากขึ้น
ข้อถกเถียงทางวิชาการ

ครู: วิชาชีพเต็มรูปแบบ หรือ "กึ่งวิชาชีพ"?

นี่คือข้อถกเถียงที่แท้จริงในวงวิชาการ ซึ่งครุจิตเลือกนำเสนออย่างตรงไปตรงมาทั้งสองด้าน เพื่อให้เห็นว่าทำไมการยกระดับวิชาชีพครูจึงเป็นภารกิจที่มีฐานทางวิชาการรองรับ ไม่ใช่เพียงความรู้สึก

ข้อจำกัดที่มักถูกหยิบยกขึ้นมา

  • การฝึกฝนทางวิชาชีพสั้นกว่าแพทย์หรือทนายความในหลายประเทศ
  • การตัดสินใจในห้องเรียนมักถูกกำกับด้วยระเบียบราชการมากกว่าดุลยพินิจวิชาชีพ
  • ฐานความรู้เชิงทฤษฎีถูกมองว่าพึ่งพาประสบการณ์ปฏิบัติมากกว่าศาสตร์เฉพาะทาง
  • ในหลายประเทศยังไม่มีองค์กรวิชาชีพที่กำกับตนเองอย่างเป็นอิสระเท่าวิชาชีพแพทย์

เหตุผลที่ครูเข้าเกณฑ์วิชาชีพเต็มรูปแบบในปัจจุบัน

  • ปัจจุบันส่วนใหญ่กำหนดให้ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปก่อนสอน
  • มีงานวิจัยด้านศาสตร์การเรียนรู้และการสอนเติบโตอย่างเป็นระบบ
  • หลายประเทศมีองค์กรวิชาชีพออกใบอนุญาตและกำกับจรรยาบรรณ เช่นเดียวกับวิชาชีพแพทย์หรือทนายความ
  • มีมาตรฐานวิชาชีพระดับชาติและสากลที่ระบุองค์ความรู้และสมรรถนะเฉพาะของครูชัดเจนขึ้นทุกปี

ข้อถกเถียงนี้เองคือเหตุผลที่ครุจิตมีอยู่ — การยกระดับวิชาชีพครูให้พ้นจากสถานะ "กึ่งวิชาชีพ" อย่างแท้จริง ต้องอาศัยการเสริมความเข้มแข็งในทุกองค์ประกอบทั้ง 8 ข้อข้างต้นไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง

หลักการสากลเฉพาะวิชาชีพครู

เมื่อโลกประกาศว่า "การสอนคือวิชาชีพ"

นอกจากทฤษฎีทั่วไปเรื่องวิชาชีพ ยังมีเอกสารและงานวิจัยระดับสากลที่กล่าวถึงความเป็นวิชาชีพของครูโดยตรง

ข้อเสนอแนะร่วมว่าด้วยสถานภาพครู (ILO/UNESCO, 1966)

เอกสารระดับสากลที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งด้านนี้ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการสอนควรได้รับการยอมรับให้เป็นวิชาชีพ ในฐานะงานบริการสาธารณะที่ต้องอาศัยความรู้เชี่ยวชาญและทักษะเฉพาะทาง ซึ่งได้มาและรักษาไว้ผ่านการศึกษาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง รวมถึงเรียกร้องให้ครูมีความรับผิดชอบทั้งระดับบุคคลและระดับองค์กรต่อการศึกษาของผู้เรียน และสนับสนุนให้องค์กรครูเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง

ILO/UNESCO Recommendation concerning the Status of Teachers (1966)

กรอบความเป็นวิชาชีพครูของ OECD (TALIS)

จากการสำรวจครูและผู้บริหารสถานศึกษาในหลายสิบประเทศ OECD เสนอว่าความเป็นวิชาชีพของครูประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ ฐานความรู้ (ทั้งก่อนและระหว่างปฏิบัติงาน) ความเป็นอิสระในการตัดสินใจเกี่ยวกับงานของตน และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเพื่อนครู ซึ่งทั้งสามมิตินี้ล้วนเชื่อมโยงกับองค์ประกอบร่วมของวิชาชีพชั้นสูงที่กล่าวถึงข้างต้น

OECD, Teaching and Learning International Survey (TALIS)
หลักการของ NBPTS (ข้อกำหนดหลัก 5 ประการของครูที่เชี่ยวชาญ) ซึ่งเป็นกรณีศึกษาเฉพาะที่ลงรายละเอียดมากกว่านี้ ถูกอธิบายไว้แล้วในหน้ามาตรฐานวิชาชีพ
กลไกร่วมของวิชาชีพชั้นสูง

สภาวิชาชีพ: โครงสร้างที่วิชาชีพชั้นสูงทุกแขนงมีร่วมกัน

หนึ่งในหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของ "องค์กรวิชาชีพกำกับดูแลตนเอง" คือการมีอยู่ของสภาวิชาชีพที่ทำหน้าที่ออกใบอนุญาต กำหนดจรรยาบรรณ และพิจารณาโทษ — ในประเทศไทยมีกลไกแบบนี้ครอบคลุมวิชาชีพหลักเกือบทุกแขนงแล้ว

แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สัตวแพทยสภา สภาทนายความ สภาวิศวกร สภาสถาปนิก สภาวิชาชีพบัญชี สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ คุรุสภา (ครู)

ข้อสังเกตที่ตรงไปตรงมา: สภาวิชาชีพ 11–12 แห่งข้างต้นรวมตัวกันเป็น "สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย" แต่คุรุสภายังไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาพันธ์นี้ — แม้ในทางกฎหมายคุรุสภาจะดำเนินงานด้วยกลไกแบบเดียวกันทุกประการ คือออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำหนดจรรยาบรรณ และมีกระบวนการพิจารณาโทษของตนเอง นี่จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่น่าจับตามองสำหรับการยกระดับวิชาชีพครูในเชิงโครงสร้างต่อไป

มุมมองนานาชาติ

ตัวอย่างองค์กรกำกับวิชาชีพครูในต่างประเทศ

General Teaching Council for Scotland (สหราชอาณาจักร)

ก่อตั้งปี 1965 ถือเป็นหนึ่งในองค์กรกำกับวิชาชีพครูที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และในปี 2012 ได้กลายเป็นองค์กรกำกับวิชาชีพครูที่เป็นอิสระจากรัฐแห่งแรกของโลก

Ontario College of Teachers (แคนาดา)

องค์กรกำกับดูแลตนเองด้านวิชาชีพที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา ดูแลสมาชิกกว่า 230,000 คน ทำหน้าที่ออกใบอนุญาต กำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณ และรับรองหลักสูตรผลิตครู

The Teaching Council (ไอร์แลนด์)

หน่วยงานกำกับวิชาชีพครูแห่งชาติ ดูแลทะเบียนครู มาตรฐานจรรยาบรรณ และคุณภาพหลักสูตรผลิตครูของประเทศ

รูปแบบการกำกับดูแลวิชาชีพครูยังแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ บางประเทศยังไม่มีองค์กรอิสระแบบนี้เลย แสดงว่าการยกระดับโครงสร้างวิชาชีพครูยังเป็นวาระระดับโลกที่ดำเนินอยู่ ไม่ใช่มาตรฐานที่ตายตัว